หากอุปกรณ์ในการวาดภาพของจิตรกร คือ พู่กัน และสีคุณว่าอุปกรณ์ในการวาดภาพของช่างภาพ คือ อะไร
การถ่ายภาพมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Photography” มีรากศัพท์มากจากภาษากรีก 2 คำ คือ “Phos” หมายถึง แสงสว่าง และ “Graphein” หมายถึง การเขียน เมื่อรวมคำทั้งสองแล้วจึงหมายความว่า
” การเขียนด้วยแสงสว่าง”
….ตั้งแต่การถ่ายภาพยุคอดีตที่ใช้กล้องรูเข็ม และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนมีการใช้เลนส์ แผ่นฟิล์ม และในที่สุดการใช้ CCD CMOS ในระบบดิจิตอล ซึ่งไม่ว่ายุคสมัยหรือเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การถ่ายภาพก็ยังคงต้องมีความเกี่ยวข้องกับแสงทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น ความรู้เรื่องแสงจึงเป็นพื้นฐานที่ช่างถ่ายภาพทุกคนต้องมีเพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้าใจและสามารถสร้างสรรค์ภาพออกมาได้อย่างใจต้องการ
แสงเดินทางเป็นเส้นตรง (เหมือนสายตาของมนุษย์) อาจมีการหักเห แต่จะไม่โค้ง จากรูป ถ้าเราวางไฟไว้ตามเส้นปะ วัตถุที่อยู่ตรงกลางจะได้รับแสงเท่ากันทุกด้าน เนื่องจาก ระยะห่างของวัตถุกับแสงไฟเท่ากันทุกๆ ด้าน
แสงที่ตกกระทบลงวัตถุและมีการสะท้อน จะสะท้อนตามกฎมุมตกกระทบเท่ากับมุมหกสะท้อน เช่น ถ้าแสงตกลงที่วัตถุในลักษณะเฉียง 45 องศา ก็จะสะท้อนออก 45 องศาเช่นกัน
ก่อนที่จะเข้าสู่กฎข้อนี้ ช่างถ่ายภาพควรจะเรียนรู้ตัวเลข F-Stop เสียก่อน
ตัวเลข F-Stop ในแต่ละช่อง หมายถึง แสงที่เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว เริ่มจาก 1 , 1.4 , 2.0 , 2.8 … ไปจนถึง 32 ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ไฟ 1 ดวง ต้องใช้ F 5.6 นั่นแปลว่า การใช้ไฟ 2 ดวง ( ระยะเท่ากัน ) จะต้องใช้ F 8 และการใช้ไฟ 4 ดวง จะใช้ F 11 ( เท่าตัวหนึ่งของไฟ 2 ดวง ) การใช้ไฟ 8 ดวง จะใช้ F 16 ( เท่าตัวหนึ่งของไฟ 4 ดวง ) เป็นอย่างนี้เรื่อยไป
ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้ไฟ 1 ดวง ใช้ F 5.6 การเปิดกำลังไฟเพียงครึ่งเดียวจะใช้ F 4 การเปิดกำลังไฟ 1/4 จะใช้ F 2.8 การเปิดกำลังไฟ 1/8 จะใช้ F 2.0 เป็นอย่างนี้เรื่อยไป
ทีนี้มาเข้าสู่กฎข้อที่สาม สมมติว่าเราวัดไฟได้ F 5.6 ที่ระยะ 2 เมตร และระยะ 4 เมตรวัดไฟได้ F 4 นั่นแปลว่าที่ระยะ 8 เมตรจะวัดไฟได้ F 2.8 อีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น ถ้าเราวัดไฟหน้าดวงไฟ ได้ F 5.6 และระยะ 5 เมตรวัดไฟได้ F 4 นั่นแปลว่า ที่ระยะ 10 เมตรจะวัดได้ F 2.8 และระยะ 20 เมตรจะวัดได้ F 2.0
ความรู้ส่วนนี้มีประโยชน์ในการบวกแสงเวลาจัดไฟในสตูดิโอ หรือการปรับใช้กำลังไฟแฟลชเวลาออกไปถ่ายภาพนอกสถานที่
จากตาราง F-Stop ข้างต้น สมมติว่า เราใช้สปีดชัตเตอร์ 1/125 ใช้หน้ากล้อง F 2.8 นั่นแปลว่า ถ้าหากปรับสปีดชัตเตอร์เร็วขึ้น 1 เท่าตัว เป็น 1/250 จะต้องเพิ่มแสงขึ้น 1 เท่าตัวเพื่อให้ภาพ Normal เหมือนเดิม นั่นคือเปิดรูรับแสงกว้างขึ้นเป็น F 2.0
ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้ สปีดชัตเตอร์ 1/125 ใช้ F 2.8 ได้ Normal ถ้าลดสปีดชัตเตอร์ลง 1 เท่าตัว จะทำให้ภาพได้ Normal เหมือนเดิมต้องหรี่รูรับแสงให้แคบลงเป็นF 4
กฎข้อนี้ นำไปประยุกต์ใช้ได้กับ ISO เหมือนกัน เช่น ใช้ ISO 100 F5.6 จะมีค่าเท่ากับ ISO 200 F 8.0 ที่สปีดเท่ากัน

อยากจะไปถ่ายรูปชุดแต่งงานกับสามีค่ะแต่มีปัญหาเรื่องความอ้วน
ไม่ทราบว่าจะทำยังไงดีค่ะ หรือว่ามีเทคนิคถ่ายภาพแบบไหนที่ช่วย
ได้รึเปล่าค่ะ รบกวนตอบด้วยนะค่ะ
ปัญหาเรื่องความอ้วนนะค่ะไม่ทราบว่าดิฉันจะมีโอกาสถ่ายรูปได้ออกมาสวยได้มั้ยค่ะ
อยากถ่ายรูปแต่งงานกับสามีค่ะทางคุณมีเทคนิคการถ่ายภาพให้ออกมาดูดีได้มั้ยค่ะ
รบกวนช่วยตอบด้วยนะค่ะ
มีหลากหลายวิธีค่ะ
1. ใช้การแต่งหน้าและทำผมเข้าช่วย ตรงนี้จะได้เฉพาะในส่วนของใบหน้า ซึ่งอาจจะพอทำให้รูปหน้าดูเล็กลงได้
2. เลือกชุดแต่งงานที่ใส่แล้วเหมาะสม ปกปิดหรือช่วยพราง หรืออาจใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ผ้าคลุมไหล่ เวลล์ หรือถุงมือแต่งงาน รวมไปถึงการเลือกชุดที่ช่วยเสริมลักษณะ และลบจุดด้อยของรูปร่างเรา ก็พอช่วยได้ค่ะ
3. ใช้เทคนิคการถ่ายทำเข้าช่วย เช่น การจัดแสงด้านเดียว เพื่อให้เกิดเงาบนใบหน้า จะพออำพรางให้หน้าเล็กลงได้ หรือการบิดตัว ยืดหลัง แขม่วหน้าท้อง การจัดแอคชั่นและโพสต่างๆ ก็สามารถช่วยได้มากค่ะ
4. สุดท้าย ถ้ายังไม่มั่นใจ เรายังมีทีมช่างรีทัช ที่พอจะช่วยตกแต่งภาพ บีบเรียวแขน บีบใบหน้า ให้เล็กลงดูผอมเพรียวได้ค่ะ
ผลงานตัวอย่าง เจ้าสาวรูปร่างเจ้าเนื้อค่ะ
http://www.bkkwedding.com/gallery/main.php?g2_itemId=58
http://www.bkkwedding.com/gallery/main.php?g2_itemId=48
http://www.bkkwedding.com/gallery/main.php?g2_itemId=44
หรือหากยังกังวลใจอย่างไร ลองแวะเข้ามาคุยกันดูนะคะ ลองมาดูชุดก่อนก็ได้ มีหลายชุดมากมายที่สามารถใส่เพื่อช่วยเสริมและอำพรางเจ้าสาวรูปร่างเจ้าเนื้อค่ะ
Pingback: เทคนิคถ่ายภาพตอนที่ 5 รู้จักกับ Exposure |